ข่าวสาร/กิจกรรม (5)

หลายคนที่มีแอร์หรือเครื่องปรับอากาศอยู่ที่บ้าน คงมีความรู้สึกคล้าย ๆ กันว่า อยากจะล้างแอร์ด้วยตัวเอง เพราะการล้างแอร์ในแต่ละปี ทำให้รู้สึกเสียดายเงิน แต่คุณรู้หรือไม่ว่า การล้างแอร์นั้น ไม่ง่ายเหมือนการล้างจานหรือการล้างรถ เพราะนี่คือการใช้น้ำกับเครื่องใช้ไฟฟ้า ความปลอดภัย ความสะอาดของการล้างแอร์นั้น ต้องใช้ประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญเป็นอย่างมาก ดังนั้นวันนี้ เราจะมาดู 3 ข้อห้ามสำหรับการล้างแอร์ ที่คุณอาจทำแล้วพลาด จนต้องเสียค่าซ่อมแอร์มากกว่าค่าล้างแอร์นั่นเอง
1.ลืมตัดไฟแอร์ ก่อนถอดอุปกรณ์ออกจากเครื่อง
สิ่งนี้อาจทำให้แอร์ของคุณยังหลงเหลือไฟอยู่ในเครื่องหรือมีไฟเข้ามาที่เครื่องปรับอากาศอยู่ตลอดเวลา และเมื่อคุณถอดอุปกรณ์ไฟล้าง หรือประกอบโดยที่ไม่ระวัง หรือที่แย่ที่สุดคือการฉีดของเหลวไปในขณะที่เครื่องไม่ได้ถูกตัดไฟ 100 % ไม่ใช่เพียงแค่เครื่องจะได้รับความเสียหายเท่านั้นแต่อาจจะเสี่ยงต่อการถูกไฟช็อตก็เป็นไป
2.ล้างท่อน้ำทิ้งและดูดท่อน้ำทิ้งอย่างถูกวิธี
สิ่งสำคัญเลยในการล้างแอร์ที่คุณต้องคำนึงถึง นั่นก็คือการล้างท่อน้ำทิ้งและตามด้วยการอัดฉีดท่อน้ำทิ้งของแอร์ด้วยเพื่อทำความสะอาดสิ่งสกปรกต่าง ๆ หรือพวกเมือกที่อุดตันในท่อ แต่หากคุณไม่สามารถทำได้หมดจด อาจจะทำให้น้ำแอร์หยดขณะเปิดแอร์ได้นั่นเอง
3.การเติมน้ำยาแอร์เองแบบไร้หลักการ
บางครั้งหากคุณรู้สึกว่าแอร์ยังเย็นอยู่ ก็อาจจะแค่ล้างแอร์อย่างเดียวก็พอ แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่แอร์เริ่มเย็นน้อยลง ในขณะที่เปิดแอร์อุณหภูมิต่ำ นั่นก็หมายความว่าถึงเวลาที่ต้องเติมน้ำยาแอร์แล้ว แต่การเติมน้ำยาแอร์ คุณจะรู้ได้อย่างไรว่า ต้องเติมเข้าไปในปริมาณเท่าไหร่ถึงจะพอดี ซึ่งช่างจะรู้ว่าจะมีหลายวิธีในการเช็คเช่น การวัดแรงดันน้ำยาแอร์แล้วเติมเพิ่ม เป็นต้น
แต่ถ้าหากคุณไม่มีความรู้ ก็เสี่ยงทำให้แอร์พัง แทนที่จะประหยัดแต่กลับต้องเสียค่าซ่อมแอร์ที่แพงกว่าการล้างอีกด้วย
จะดีกว่าไหมหากคุณใช้บริการของเฟิร์สเซอร์วิสแอร์ ที่คุณจะได้ช่างที่ชำนาญการ ประสบการณ์มากว่า 10 ปี ที่ไม่ว่าจะเป็นการล้างแอร์ ซ่อมแอร์ หรือติดตั้งแอร์ รุ่นไหนก็ตาม ก็สามารถทำได้อย่างคล่องแคล่วและใช้เวลาน้อยกว่า ที่สำคัญยังสามารถจองคิวช่างง่าย ๆ ผ่านไลน์ได้เลย ดีแบบนี้ต้องเปลี่ยนช่างแอร์ประจำบ้านเป็นเฟิร์สเซอร์วิสแอร์แล้วล่ะ
ใคร ๆ ก็รู้ว่าอากาศประเทศไทยนั้นร้อนจนแทบไหม้ หากการอยู่อาศัยโดยไม่มีเครื่องปรับอากาศแล้วนั้น เชื่อได้ว่าหลายคนคงไม่อยากอยู่ติดบ้านเลยทีเดียว เพราะการอยู่บ้านในอากาศที่ร้อนอบอ้าวแบบนั้นคงไม่ดีต่ออารมณ์ของเราเป็นแน่ ดังนั้นทุก ๆ บ้านตลอดจนถึงทุก ๆ ห้อง เช่น ห้องนอน ห้องนั่งเล่น ห้องรับแขก ก็ล้วนมีแอร์หรือเครื่องปรับอากาศทั้งนั้น
บางบ้านอาจมีแอร์ครบทุกห้องกันเลยทีเดียว แต่การมีแอร์ ไม่ใช่แค่การใช้งานเพียงอย่างเดียว จำเป็นจะต้องมีการดูแลรักษาแอร์ เพื่อให้แอร์นั้น สามารถใช้งานไปได้อีกนาน และคุ้มค่ากับเงินที่ใช้จ่ายและประหยัดไฟอีกด้วย หนึ่งในการดูแลแอร์ก็คือการล้างแอร์เป็นประจำนั่นเอง เพราะการล้างแอร์ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของแอร์ และได้อากาศที่สะอาด ไร้ฝุ่นมากวนใจนั่นเอง
แต่ปกติแล้วหลายคนมักจะไม่ชอบที่จะต้องล้างแอร์ด้วยตัวเอง เพราะคิดว่ามันยุ่งยากและเสียเวลา วันนี้เราจึงจะมาบอกวิธี 3 วิธีในการล้างแอร์อย่างง่าย สำหรับคนที่มีเวลาน้อย ผู้หญิงก็ทำได้ จะมีอะไรบ้างนั้น มาดูกันเลย
1.การเช็ดทำความสะอาดแอร์ภายนอก
ในเบื้องต้นของการทำความสะอาดแอร์แบบเวลาน้อยนิดจริง ๆ นั้น อย่างน้อย ๆ ก็ต้องมีการเช็ดทำความสะอาดภายนอกของเครื่องปรับอากาศ และเช็ดทำความสะอาดด้านหน้าของเครื่อง โดยที่ไม่ต้องเปิดฝาครอบออก เพื่อรักษาความสะอาดภายนอกแอร์อย่างสม่ำเสมอ
2.การถอดฟิลเตอร์แอร์ออกไปล้าง
และหากคุณมีเวลามากขึ้น ก็สามารถเปิดฝาครอบแอร์ออก เพื่อนำฟิลเตอร์ไปล้าง โดยที่ใช้น้ำฉีดให้ฝุ่นหลุดออกไป และตากไว้ให้แห้ง หลังจากนั้นก็นำมาประกอบกลับเข้าที่เดิมนั่นเอง
3.ดูดฝุ่นแผ่นคอยล์เย็น และฉีดสเปรย์โฟมล้างแอร์ให้ทั่วคอยล์เย็น
ขั้นตอนต่อมาที่คุณทำได้ก็คือการดูดฝุ่นที่คอยล์เย็น และฉีดสเปรย์โฟมล้างแอร์ใหทั่วคอยล์เย็นทิ้งไว้ 20-30 นาที เมื่อครบเวลาก็นำทุกอย่างประกอบกลับเข้าที่เดิม
และนี่คือการทำความสะอาดหรือล้างแอร์แบบฉบับของคนมีเวลาน้อย แต่หากแอร์ของคุณต้องการความเนี๊ยบ และการเติมน้ำยาแอร์ แถมยังไม่ต้องกังวลว่าล้างไปแล้วแอร์จะใช้งานได้เหมือนเดิมหรือไม่ กลิ่นอับจะหายไปไหม หรือแอร์จะสะอาดจริง ๆ ไหม ความกังวลเหล่านี้จะหมดไป ถ้าคุณใช้บริการของเฟิร์สเซอร์วิสแอร์ ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องของการล้าง ติดตั้ง ซ่อมแอร์ทุกประเภทมามากกว่า 10 ปี ที่คุณสามารถไว้วางใจได้ ทั้งสะดวก จองคิวง่ายผ่านไลน์ และล้างเร็วเสร็จไว ทันใจแน่นอน
รวมสุดยอดวิธีการดูแลแอร์ ที่ช่างแอบบอกมาว่าทำตามแบบนี้แล้วจะดี เพราะหลายคนมักจะเข้าใจผิดและยังมีความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับแอร์และการดูแลเครื่องปรับอากาศ ดังนั้นวันนี้ เราจะมาดูกันว่า คุณจะสามารถดูแลแอร์อย่างถูกวิธีได้อย่างไร จาก 5 วิธีต่อไปนี้
1.ตำแหน่งของแอร์นั้นสำคัญมาก
การที่เลือกติดแอร์ในตำแหน่งที่รับแสงแดดจากดวงอาทิตย์โดยตรง จะทำให้แอร์ทำงานหนักมากจนเกินไป รวมไปถึงห้อง ๆ นั้นควรมีแสงแดดเข้ามาน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อให้ห้องเย็นเร็วขึ้นและการทำงานของแอร์ไม่หนักมากจนเกินไปนั่นเอง
2.ไม่ควรมีเครื่องใช้ไฟฟ้าในห้องมากจนเกินไป
การมีเครื่องใช้ไฟฟ้าในห้องที่ติดแอร์มากจนเกินไป จะทำให้ห้องมีอุณหภูมิสูงขึ้นและทำให้แอร์ทำงานหนักทุกครั้งที่ใช้งาน ดังนั้นคุณอาจจะรู้สึกว่าห้องที่มีเครื่องใช้ไฟฟ้าเยอะ ๆ ต้องเปลี่ยนแอร์บ่อย ๆ
3.หมั่นทำความสะอาดไส้กรองหรือแผ่นกรอง
เพราะไส้กรองหรือแผ่นกรองคือด่านแรกสำหรับแอร์ที่ต้องดักจับฝุ่นควันที่อยู่ในห้องนั้น ๆ ดังนั้นการถอดไส้กรองมาล้างทำความสะอาดด้วยน้ำเปล่าบ่อย ๆ อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง จะช่วยให้แอร์ไม่ทำงานหนักและยังทำให้อากาศที่มาจากแอร์ของคุณสะอาดขึ้นนั่นเอง ทั้งนี้วิธีนี้จะช่วยลดสารก่อภูมิแพ้ได้ด้วยสำหรับคนที่เป็นภูมิแพ้ วิธีนี้รับรองเวิร์ค!
4.ล้างอัดฉีด
เมื่อมีการใช้งานแอร์มาได้สัก 6 เดือนคุณควรให้ช่างผู้เชี่ยวชาญมาล้างแอร์แบบสะอาดหมดจด เพื่อทำความสะอาดทั้งคอยล์ร้อนและคอยล์เย็น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของแอร์และช่วยให้ประหยัดไฟขึ้นมากอีกด้วย
5.เลี่ยงการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าหนัก ๆ ในขณะที่แอร์ทำงาน
บางครั้งเครื่องใช้ไฟฟ้าในชีวิตประจำวันนี่แหละ ที่เป็นตัวการที่ทำให้แอร์ทำงานหนักมากเกินความจำเป็นและพังในที่สุด ไม่ว่าจะเป็นหม้อหุงข้าว ไมโครเวฟ เตาอบขนม ก็ต่างทำให้แอร์ทำงานหนักขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อเลยล่ะ
สิ่งเหล่านี้คือเคล็บลับการดูแลแอร์ที่คุณอาจคาดไม่ถึง ว่ามันเป็นเรื่องใกล้ตัวมากกว่าที่คิด และที่สำคัญคุณสามารถทำตามได้จริง แต่ก็ยังมีอีกหลายอย่างที่คุณไม่สามารถทำได้ด้วยตัวเอง เช่น การเติมน้ำยาแอร์ การล้างอัดฉีดแอร์ และการซ่อมแอร์ ดังนั้นคุณควรมีช่างดี ๆ ติดบ้านไว้ เช่นเฟิร์สเซอร์วิสแอร์ ที่เป็นช่างผู้เชี่ยวชาญทั้งในการล้าง ติดตั้ง ซ่อมแซมแอร์ทุกชนิด ไม่ว่าบ้านของคุณจะมีแอร์กี่ตัว แอร์กี่ประเภท ก็สามารถใช้บริการจากเฟิร์สเซอร์วิสแอร์ได้เจ้าเดียวครบ จบแน่นอน
ในช่วงหน้าร้อน นอกจากอากาศข้างนอกจะทำให้คุณแทบจะละลายแล้วนั้น อากาศในบ้านก็ยังร้อนอบอ้าว แบบที่พัดลม หรือแผ่นกันความร้อนก็เอาไม่อยู่ สิ่งเดียวที่จะปรับอุณหภมิเฉียดนรกนี้ให้เย็นขึ้นเทียบภูทับเบิก ก็ต้องเป็นเครื่องปรับอากาศ ที่คุณเลือกมาแล้วว่า ลมแรง เย็นเร็ว หนาวแบบฟีลขั้วโลกสุด ๆ แต่พอบิลค่าไฟมาแต่ละที อาจจะต้องร้อนอกร้อนใจอีกรอบก็เป็นได้ ดังนั้นวันนี้ เราจะมาแชร์เทคนิคการเปิดแอร์ ที่ทำให้คุณประหยัดไฟมากขึ้น เพียงแค่รู้เทคนิคเหล่านี้ จะมีอะไรบ้างนั้น มาดูกันเลย
1.การล้างแอร์อย่างสม่ำเสมอ
ก่อนตั้งอุณหภูมิแอร์ให้ประหยัดและเย็นเหมือนเดิม วิธีแรกที่คุณต้องทำเลยนั่นก็คือการล้างแอร์ เพราะเมื่อแอร์มีการใช้งานไปสักพัก จะมีสิ่งสกปรกและฝุ่นละอองไปอุดตัน ทำให้แอร์ไม่สามารถทำงานได้เต็มที่ ทำให้เครื่องต้องทำงานหนัก และกินไฟมากขึ้นนั่นเอง
2.เช็คให้ชัวร์ว่าห้องที่เปิดแอร์นั้นมีพื้นที่ไม่กว้างจนเกินไป
หลาย ๆ คนมักจะมองว่า การติดตั้งแอร์ในห้องที่มีพื้นที่เยอะ ๆ ก็ยิ่งดี บ้านจะได้เย็น เดินไปมุมไหนก็เย็น แต่นั่นยิ่งทำให้แอร์ทำงานมากเกินปกติ แต่ทำให้ค่าไฟของคุณพุ่งกระฉูดนั่นเอง ดังนั้นคุณอาจจะเพิ่มฉากกั้นห้อง เพื่อให้แอร์นั้นทำงานในบริเวณที่คุณต้องการจริง ๆ ก็จะช่วยทำให้ประหยัดค่าไฟมากขึ้นไปอีก
3.เปิดแอร์ในอุณหภูมิ 25 หรือมากกว่า
เพราะหลักการง่าย ๆ ที่ว่ายิ่งแอร์อุณหภูมิสูงก็จะช่วยให้แอร์ทำงานน้อยลง ดังนั้นถ้าคุณเปิดแอร์ที่ 25 แล้วก็ยังเย็นสบายดี ก็ขอให้ใช้แอร์ที่อุณหภูมินี้ แล้วคุณจะเห็นความแตกต่างของบิลค่าไฟอย่างแน่นอน
4.ใช้พัดลมช่วย
คุณจะแปลกใจเลยล่ะ ว่าการใช้พัดลมช่วยให้ห้องนั้นเย็นขึ้น เพียงแค่เปิด 26-27 องศาก็หนาวแล้ว เพราะมีลมเย็นจากพัดลมมาช่วยอีกแรง จะทำให้คุณประหยัดไฟ และห้องเย็นสดชื่นขึ้นอีกมากแค่ไหน
สรุปได้ว่า การที่จะช่วยให้การใช้แอร์ของคุณนั้นประหยัดไฟ คุณจำเป็นที่จะต้องหาวิธีในการลดการทำงานหนักของแอร์มากขึ้น โดยหนึ่งในวิธีลดการทำงานหนักของแอร์ก็คือการล้างแอร์นั่นเอง และที่เฟิร์สเซอร์วิสแอร์ของเรา ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการล้าง ซ่อม ติดตั้งแอร์ โดยมีประสบการณ์การันตีมากกว่า 10 ปี จะทำให้คุณมั่นใจว่าแอร์ของคุณจะอยู่ในสภาพสมบูรณ์ตลอดเวลาอย่างแน่นอน
เชื่อว่าทุกครอบครัวจะต้องมีแอร์หรือเครื่องปรับอากาศภายในบ้าน เพราะเป็นสิ่งที่จำเป็นและขาดไม่ได้ นั่นก็เพราะอากาศเมืองไทย ไม่เปิดแอร์ก็เหมือนอยู่ในทะเลทรายดี ๆ นี่เอง ดังนั้นการรู้เรื่องของเครื่องปรับอากาศก็เป็นสิ่งที่จำเป็น ที่จะช่วยให้คุณเลือกซื้อแอร์ได้อย่างตรงกับความต้องการในการใช้งานนั่นเอง
วันนี้เราจึงจะมาดูกันว่าแอร์แต่ละแบบนั้นเป็นอย่างไรและเหมาะกับการใช้งานในห้องแบบไหนบ้าง มาดูกันเลย
1.แอร์ติดผนัง
แอร์ที่คุณคุ้นเคยมากที่สุด นั่นก็คือแอร์ติดผนังนั่นเอง ซึ่งทุกบ้านต้องมีอย่างน้อย 1 ตัวอย่างแน่นอน นั่นก็เพราะ แอร์ติดผนังนั้นประหยัดพลังงาน และมี BTU ให้เลือกตั้งแต่ 9,000-20,000 BTU เลยทีเดียว แอร์แบบนี้จึงเหมาะกับการใช้งานในบ้านมากที่สุด เช่น ห้องนอน ห้องนั่งเล่น นั่นเอง
2.แอร์ตั้งหรือแอร์แขวน
ซึ่งคุณจะเคยเห็นแอร์ชนิดนี้ที่ห้องประชุมใหญ่ ๆ ที่บ้างก็ตั้งไว้บนพื้น บ้างก็ห้อยอยู่กับเพดาน ซึ่งหลักการทำงานจะเหมือนกับแอร์ติดผนังเลยล่ะ แต่ข้อดีก็คือแอร์ชนิดนี้จะเย็นเร็วมาก จึงเหมาะกับห้องใหญ่ ๆ ที่ต้องจุคนเป็นจำนวนมากนั่นเอง
3.แอร์ตู้ตั้ง
แอร์ชนิดนี้ เหมือนเกิดมาเพื่อเสริมความเย็นให้กับพื้นที่ห้องที่มีขนาดใหญ่ หรือพื้นที่เปิดที่ต้องการกระจายความเย็นอย่างทั่วถึง คุณอาจจะเคยเห็นแอร์ชนิดนี้ที่สนามบิน หรือห้องประชุมขนาดใหญ่ที่ต้องจุคนเป็นจำนวนมาก ๆ
4.แอร์ฝังติดเพดาน
แอร์ชนิดนี้คุณจะเห็นในห้อง และโรงแรมเสมอเพราะห้างและโรงแรมเป็นพื้นที่เปิด ที่ค่อนข้างใหญ่มาก ๆ ดังนั้นคงไม่ดีแน่หากจะเห็นแอร์ติดไว้ทุก ๆ 10 เมตร ดังนั้นแอร์ชนิดนี้จึงเกิดมาเพื่อห้างและโรงแรมหรือตึกที่ต้องการความโมเดิร์นและความเก๋ โดยไม่ให้แอร์มาบดบังได้นั่นเอง
และแอร์ทั้ง 4 ประเภทนี้ก็เป็นประเภทของแอร์ที่คุณจะได้พบเจอบ่อย ๆ ในชีวิตประจำวัน แต่ไม่ว่าคุณกำลังใช้งานแอร์ในแต่ละแบบสำหรับบ้านหรือองค์กรใด ๆ คุณก็สามารถใช้บริการล้างแอร์ ติดตั้งแอร์ และซ่อมแอร์ทุกประเภทได้กับเฟิร์สเซอร์วิสแอร์ ที่มีช่างผู้เชี่ยวชาญในเรื่องของแอร์มามากกว่า 10 ปี และสามารถไปได้ทั่วทั้งกรุงเทพและปริมณฑล อีกทั้งยังสามารถจองคิวช่างผ่านไลน์ได้อีกด้วย ที่สำคัญไม่ว่าจะเป็นแอร์แบบไหน ก็สามารถล้างได้อย่างเชี่ยวชาญและใช้เวลาน้อยกว่าใคร ไม่เกิดปัญหาจุกจิกกวนใจในภายหลังอย่างแน่นอน ดีขนาดนี้ต้องเปลี่ยนมาใช้บริการกับเฟิร์สเซอร์วิสแอร์แล้วล่ะ




